เจ้าของธุรกิจต้องดูตัวเลขอะไร “ทุกสัปดาห์”
เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจกำลังโต หรือกำลังมีปัญหา
หลายธุรกิจมีตัวเลขเต็มไปหมด
- ยอดขาย
- จำนวนลูกค้า
- ค่าโฆษณา
- จำนวนคนทัก
แต่ปัญหาคือ
ตัวเลขเยอะ ไม่ได้แปลว่าเข้าใจธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจจำนวนมาก
ดูตัวเลขแบบ “กระจัดกระจาย”
เช่น
- วันนี้ยอดขายดี
- เดือนนี้คนทักเยอะ
- โฆษณาน่าจะโอเค
แต่ธุรกิจระดับมืออาชีพจะทำสิ่งที่ต่างออกไป
พวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า
Business Weekly Dashboard
ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ต้องดู
ทุกสัปดาห์
เพื่อให้รู้ว่า
- ธุรกิจกำลังเติบโต
- ธุรกิจกำลังชะลอ
- หรือมีปัญหาในจุดไหน
ตัวเลขสำคัญสามารถแบ่งเป็น 4 หมวดใหญ่
1. Sales Metrics
ตัวเลขด้าน “รายได้”
สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้คือ
ธุรกิจขายได้จริงแค่ไหน
ตัวเลขสำคัญที่ควรดูทุกสัปดาห์ เช่น
Revenue (ยอดขายรวม)
รายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา เช่น
- รายได้ต่อวัน
- รายได้ต่อสัปดาห์
- รายได้ต่อเดือน
การดูรายได้รายสัปดาห์ช่วยให้เห็นว่า
ธุรกิจ
- กำลังโต
- กำลังนิ่ง
- หรือกำลังตก
Revenue by Product
รายได้แยกตามสินค้า ตัวเลขนี้สำคัญมาก
เพราะสินค้าทุกตัว ไม่ได้สร้างรายได้เท่ากัน
ตัวอย่าง
สินค้า A
สร้างรายได้ 50%
สินค้า B
สร้างรายได้ 30%
สินค้า C
สร้างรายได้ 20%
สิ่งนี้ช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่า
ควรโฟกัสสินค้าไหน
Average Order Value (AOV)
ยอดซื้อต่อคำสั่งซื้อเฉลี่ย
สูตร
รายได้รวม ÷ จำนวนออเดอร์
ตัวอย่าง
รายได้ 500,000
จำนวนออเดอร์ 1,000
AOV = 500 บาท
ตัวเลขนี้สำคัญมาก
เพราะถ้า AOV เพิ่ม
รายได้จะโตทันที
แม้ลูกค้าจะเท่าเดิม
2. Marketing Metrics
ตัวเลขด้าน “การได้ลูกค้า”
ธุรกิจจำนวนมากมีปัญหา
เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าเข้ามาได้อย่างไร
ตัวเลขที่ต้องดู เช่น
Leads
จำนวนคนที่แสดงความสนใจ
เช่น
- คนทัก inbox
- คนกรอกฟอร์ม
- คนลงทะเบียน
ถ้า Lead ลด
หมายความว่า
การตลาดเริ่มมีปัญหา
Conversion Rate
อัตราการเปลี่ยนจาก
คนสนใจ → คนซื้อ
สูตร
จำนวนลูกค้า ÷ จำนวน Lead
ตัวอย่าง
100 คนทัก
ซื้อ 10 คน
Conversion = 10%
ตัวเลขนี้บอกว่า
- การขายดีไหม
- ข้อเสนอขายน่าสนใจไหม
Customer Acquisition Cost (CAC)
ต้นทุนในการได้ลูกค้า 1 คน
สูตร
ค่าใช้จ่ายการตลาด ÷ ลูกค้าใหม่
ตัวอย่าง
ค่าโฆษณา 100,000
ลูกค้าใหม่ 200 คน
CAC = 500 บาท
ถ้า CAC สูงเกินไป
ธุรกิจจะเริ่มมีกำไรยาก
3. Customer Metrics
ตัวเลขด้าน “พฤติกรรมลูกค้า”
ธุรกิจจำนวนมากโฟกัสแค่
หาลูกค้าใหม่
แต่ธุรกิจที่แข็งแรง
จะดูพฤติกรรมลูกค้าด้วย
ตัวเลขสำคัญ เช่น
Repeat Purchase Rate
อัตราการซื้อซ้ำ
สูตร
ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ ÷ ลูกค้าทั้งหมด
ตัวอย่าง
ลูกค้า 1,000 คน
ซื้อซ้ำ 300 คน
Repeat = 30%
ธุรกิจที่ดีมักมี Repeat สูง
เพราะ
การขายลูกค้าเก่า ถูกกว่าหาลูกค้าใหม่
Customer Lifetime Value (LTV)
มูลค่าลูกค้าตลอดอายุการซื้อ
ตัวอย่าง
ลูกค้าซื้อเฉลี่ย
4 ครั้ง
ครั้งละ 1,000
LTV = 4,000 บาท
ตัวเลขนี้สำคัญมาก
เพราะช่วยให้ธุรกิจรู้ว่า
ลูกค้า 1 คน มีค่าเท่าไร
4. Profit Metrics
ตัวเลขด้าน “กำไร”
หลายธุรกิจยอดขายสูง
แต่กำไรต่ำ
เพราะไม่ดูตัวเลขด้านนี้
Gross Profit
กำไรขั้นต้น
สูตร
รายได้ − ต้นทุนสินค้า
ตัวเลขนี้ช่วยตอบคำถามว่า ขายแล้วเหลือเงินจริงเท่าไร
Marketing Ratio
สัดส่วนค่าใช้จ่ายการตลาดต่อรายได้
สูตร
ค่าใช้จ่ายการตลาด ÷ รายได้
ตัวอย่าง
รายได้ 1,000,000
ค่าโฆษณา 300,000
Marketing Ratio = 30%
ถ้าสูงเกินไป ธุรกิจจะเริ่มเสี่ยง
ตัวอย่าง Dashboard ที่เจ้าของธุรกิจควรดูทุกสัปดาห์
ตัวอย่าง Dashboard ที่ดีอาจมีตัวเลขประมาณนี้
Sales
- Weekly revenue
- Orders
- Average order value
Marketing
- Leads
- Conversion rate
- CAC
Customer
- New customers
- Repeat purchase rate
Finance
- Gross profit
- Marketing ratio
แค่ Dashboard นี้ เจ้าของธุรกิจก็จะเห็น ภาพรวมของธุรกิจทั้งระบบ
Insight สำคัญที่ธุรกิจระดับโลกใช้
ธุรกิจที่เติบโตเร็ว ไม่ได้ดูแค่ยอดขาย
แต่ดู
Sales + Marketing + Customer + Profit
พร้อมกัน
เพราะยอดขายที่โต อาจไม่ได้แปลว่าธุรกิจแข็งแรง
แต่ถ้า
- CAC ดี
- LTV สูง
- Repeat ดี
ธุรกิจจะมี Growth ที่ยั่งยืน